บทที่ 6 เซอร์ไพรส์ 4
“ถ้าคุณพู่รู้เข้า พ่อโดนไล่ออกแน่” ขู่เสียเลย คนเป็นพ่อจะได้สำนึกบ้าง “ทำไมต้องเอาปัญหาเข้าบ้านด้วย หนูไม่เข้าใจเลย อยู่เฉย ๆ ดี ๆ มาได้ตั้งนาน คิดว่าบ้านเราจะจบแบบ Happy Ending เสียอีก”
“ไอ้นี่ก็อีกคน!” เมื่อคิดถึงปัญหา อีกหนึ่งปัญหาก็คงจะไม่พูดถึงไม่ได้ มือที่จิกหัวตัวเองอยู่เปลี่ยนไปจิกผมพี่ชาย “แกไม่รู้หรือไงว่าพ่อแม่มันมีระดับแค่ไหน นั่นเจ้าหญิงเลยนะไอ้มูน! ไอ้หมาวัด! แกจะรับผิดชอบมันไหวหรือไง? หมออายุรกรรมกระจอก ๆ อย่างแกจะเอาปัญญาที่ไหนไปขอลูกสาวเจ้าพ่ออย่างนั้น!?”
นั่นสิ... หากสิ่งที่น้องสาวพูดออกมามันทำให้โอฬารต้องลืมตาตื่น เขาลืมนึกไปได้อย่างไรว่าการทำผู้หญิงท้องสักคน มันไม่ใช่เพียงแค่รับผิดชอบถึงเด็กในครรภ์ก็จบไป แต่มันต้องดูแลทั้งแม่ทั้งลูก ไหนจะต้องเข้ากับครอบครัวของฝ่ายหญิงให้ได้ ประเด็นสำคัญ มินตราเป็นลูกสาวตาสีตาสาเสียเมื่อไร
ยัยนั่นเป็นหนึ่งในหลานสาวเจ้าของห้างฯ ดัง ที่มีไม่รู้กี่สาขาทั่วประเทศ
“หนูขอไปอยู่กับพี่รันได้ไหม?” เมื่อถึงทางตันจริง ๆ แล้ว โมลีก็ตัดช่องน้อยแต่พอตัว เลือกที่จะทำเสียงออดอ้อนพี่ชาย “หนูไม่อยากอยู่ตรงนี้แล้ว ต้องมาปวดหัวกับปัญหาของคนอื่น ไม่เอานะ”
ซึ่งคำอ้อนวอนของโมลีมันทำให้ชรันคิดหนัก แต่ก็ไม่ได้คิดนานเพราะยังไม่ทันได้ตอบอะไร สองพ่อลูกก็ขัดคอ
“ไม่ได้!” พูดขึ้นมาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมายด้วยซ้ำ
รู้แล้วล่ะว่าไม่ได้... แต่เธออยากหนีไปจากตรงนี้นี่นา “แล้วจะแก้ปัญหายังไง จะยังไงตอบมา!”
“ให้พ่อไปสู่ขอมินนี่ แล้วเอามันมาอยู่ที่บ้านเรา” โอฬารพูดเหมือนเป็นเรื่องง่าย แต่ในใจกลับหนักอึ้ง เพราะไม่รู้ว่าต้องแลกกับอะไรบ้าง ในการไปสู่ขอลูกสาวนักธุรกิจ จะได้ลูกปืนหรือได้ส้นตีนก็ไม่ทราบ “น้องมันบอกแล้วว่าไม่ต้องกังวล น่าจะจัดการได้”
อีกอย่างเขาเองก็โตแล้ว หน้าที่การงานก็ขี้เหร่เสียเมื่อไร ถึงไม่ได้เงินเดือนเป็นแสนเป็นล้านแบบครอบครัวมินตรา แต่ก็พอกินพอเก็บแหละน่า ส่วนแม่ของลูกก็ทำงานอยู่บ้านก็ได้ เพราะปกติแล้วหล่อนก็วาดรูป ทำแกลเลอรี อะไรไม่รู้สักอย่าง น่าจะถูไถกันไปได้ สั้นหรือยาวก็ค่อยว่า
แต่อาจจะติดอยู่อย่างเดียวนั่นแหละ ที่ไม่มีทางแก้ ติดที่เขากับมินตรา... ไม่ได้รักกัน
“ก็คงต้องเป็นอย่างนั้นแหละ ทำไมโง่แบบนี้วะ? ถุงยางน่ะ ไม่รู้จักหรือไง เป็นหมอเสียเปล่า ควายจริง ๆ โง่จนไม่อยากเปรียบเทียบกับควาย”
ซึ่งคนเป็นพี่ฟังแล้วได้แต่เบือนหน้าหนี ไม่อยากให้น้องจับไต๋ได้ ว่าถุงยางน่ะรู้จัก มีติดกระเป๋าเป็นกล่องด้วยซ้ำ แต่คืนนั้นมันเมา แล้วเด็กมันก็น่ารัก...
เออ เขาชั่วเองแหละ หาข้อแก้ตัวไม่ได้หรอก ถึงได้มีโชคชะตาอย่างนี้ไง
“แล้วคุณล่ะคะ คุณจอมจุ้น?”
คราวนี้เป็นพ่อบ้างที่ต้องให้คำตอบ ซึ่งจอมไม่ได้มองหน้าโมลี ช่างหัวลูกมัน เพราะพ่อลูกยังไงก็ไม่มีวันตัดขาด ก่อนจะเลื้อยลงไปคุกเข่าต่อหน้าคนที่เป็นภรรยา และคว้ามือเรียวบางมากุมไว้
“คุณรุ้งก็รู้ว่าเรามาถึงจุดนี้ได้ยังไง... ตอนนี้ผมพูดได้เต็มปากเต็มคำว่าผมรักคุณรุ้งแค่คนเดียว รักที่หมายถึงขาดไปไม่ได้” เอาสิ จอมจุ้นเล่นบทโศก ทำเอาคนที่ไม่เคยใจแข็งอยู่แล้วต้องน้ำตาไหลออกมาอีกครั้ง “ถือว่าครั้งนี้เป็นความผิดพลาดของผม ให้มันกลายคำมั่นสัญญาว่าผมจะไม่ทำมันอีกแล้ว”
“พูดใครก็พูดได้ค่ะ”
“ไม่ครับ ผมจะทำด้วย” จอมให้คำมั่นสัญญา “ส่วนเรื่องเงิน... ผมจะไม่ให้เดือดร้อนไปถึงคุณรุ้งแน่”
“แล้วคุณอาจะแก้ไขยังไงครับ เงินไม่ใช่น้อย ๆ เลย” ชรัณเอ่ยถามเสียงเข้ม อันที่จริงเงินเท่านี้เขาก็มีให้ เพียงแค่สงสัยต่างหากว่าจอมจะจัดการเรื่องนี้อย่างไร
ซึ่งชายสูงวัยก็ได้แต่ถอนหายใจ ก่อนจะเหลียวไปมองหน้าลูกสาวของตัวเอง... รับปากจะไม่ทำให้เดือดร้อนคุณรุ้ง แต่ก็ไม่ได้บอกว่าจะไม่สร้างปัญหาให้กับโมลี
“อาจะไปสารภาพกับคุณชาและคุณพู่... สารภาพทุกอย่างแล้วรับผิดชอบทั้งหมดด้วยตัวเอง”
เพราะได้ข่าวแว่ว ๆ ว่าพู่กลิ่นอยากได้คนขับรถให้ลูกชาย ซึ่งเขาเองก็กำลังหาคนให้เจ้านายสาวอยู่เหมือนกัน แต่ติดที่ไม่มีคนรู้จักที่ไว้ใจได้ขนาดนั้น แต่ก็เพิ่งมานึกได้เมื่อเห็นลูกสาวสุดที่รัก ที่อยู่บ้านเฉย ๆ เปล่า ๆ ปลี้ ๆ มาเนิ่นนาน
จริงอยู่ที่โมลีสามารถดูแลตัวเองได้ (ในระดับหนึ่ง) อีกทั้งยังเป็นคนที่คอยดูแลทอรุ้งให้ยามที่เขาไม่อยู่บ้าน แต่แค่นั้นมันจะไปพอยาไส้ได้อย่างไร เขาต่างหากที่เลี้ยงมันมา เช่นนั้นแล้วลูกน้อยก็ควรตอบแทนคนเป็นพ่อบ้าง ซึ่งนี่ไม่ใช่การทวงบุญคุณ หรือโบ้ยภาระไปให้ลูกรับผิดชอบหรอกนะ
แต่เป็นการหางานให้ลูกทำ และหาช่องทางให้ลูกได้ช่วยเหลือพ่อบังเกิดเกล้าจนเกิดเป็นความภาคภูมิใจให้ตัวเองต่างหาก
“อะไร? มามองหน้าหนูทำไม?”
เหมือนบางคนจะเริ่มรู้ตัว ว่าจะถูกโยนขี้ให้
“เปล่า... ก็บอกว่าจะสารภาพกับคุณพู่ไง และเพื่อการยืนยันว่าแกยังแข็งแรงมาก ยังไม่ใกล้ตาย แกก็ต้องไปกับพ่อด้วย ฮันนี่น้อยของพ่อ”
